แต่ไหนแต่ไรมา ผมเคยคุ้นแต่กับวลีที่ว่า ‘ ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ’ ซึ่งมีนัยว่าอวัยวะรูปยาวรีนี้สามารถสะท้อนบอกอารมณ์ความรู้สึกภายในของเราออกมาได้
และว่ากันว่า โดยเฉพาะคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงความรักนั้น แววตาที่ชม้ายมองคนรัก มักหวานฉ่ำชนิดที่น้ำตาลเรียกพี่ กระทั่งเมื่อ 12 ปีก่อน ตอนที่ครูอายุเวทคนแรกของผมบอกว่า คำว่า ‘ มองเห็น’ กับคำว่า ‘ รู้’ ในภาษาสันสกฤตใช้คำเดียวกัน คือคำว่า ‘ ทรรศนะ’ (darshana) พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า การมองเห็นกับการรับรู้เป็นเรื่องที่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ พูดง่ายๆ คือการรับรู้ส่วนใหญ่ของเราอาศัยการมองเห็นผ่านดวงตา
คำของครูทำให้ผมคิดว่า วลีที่ผมเคยคุ้นมานานนั้น เอาเข้าจริงแล้วสะท้อนเพียงแง่มุมเดียวของดวงตาเราเท่านั้น หากจะสื่อให้ครอบคลุมแง่มุมที่ครบถ้วนขึ้น คงต้องบอกว่า นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ดวงตายังเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดให้เราออกไปรับรู้โลกภายนอกด้วย
อย่างน้อยๆ สำหรับคนที่โชคดีมีอวัยวะครบสามสิบสอง ใช่หรือไม่ว่าเรารับรู้หรือเรียนรู้โลกภายนอกที่เป็นภาพ รูปทรงหรือลวดลาย แสง ไปจนถึงสีของวัตถุ และสรรพชีวิตรอบตัวผ่านประตูแห่งดวงตาทั้งสิ้น
หลังจากเกริ่นนำให้เห็นความสำคัญของดวงตาแล้ว ครูของผมยังสำทับอีกว่า นอกจากเป็นอินทรีย์ในการรับรู้ที่สำคัญยิ่งแล้ว ดวงตายังเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ละเอียดอ่อนและบอบบางอย่างมาก ไม่เช่นนั้นธรรมชาติคงไม่สร้างสรรค์คิ้วที่ดกหนา บวกกับขนตาเป็นแผงทั้งบนล่าง เพื่อคอยสกัดกั้นไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดเข้าไปในตา ไม่นับน้ำตาที่นอกจากเป็นที่ระบายอารมณ์โศกเศร้าแล้ว ยังทำหน้าที่ชะล้างดวงตาของเราด้วย
แต่ถึงจะมีปราการหลายชั้นคอยปกป้อง ทว่าดวงตาก็ยังคงถูกกระทบจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะความร้อนและความชื้นที่ไม่สมดุล ในภาษาทางอายุรเวทกล่าวว่า ดวงตาเป็นอวัยวะที่อ่อนไหวต่อธาตุไฟ(ปิตตะ) และธาตุดินธาตุน้ำ (กผะ)เป็นพิเศษ
เช่นถ้าเราเจอความร้อนหรือแสงสว่างที่จัดจ้าเกินไป ตาจะร้อนผ่าวและแห้งผาก เพราะความชุ่มชื้นในดวงตาถูกธาตุไฟเผาผลาญ คนที่ทำงานชนิดที่วันๆ นั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์มากกว่ามองหน้าตาผู้คน จะเข้าใจอาการตาผะผ่าวที่ว่าได้ดี
เป็นอาการตาร้อนที่ไม่เกี่ยวกับอารมณ์อิจฉาริษยาแต่ประการใด
ในทางตรงกันข้าม ความชื้นที่เกินพอดีก็ทำให้ตาเฉอะแฉะ มองโลกไม่สดใสเหมือนมีม่านบางอย่างมาบดบัง อาการอย่างหลังนี้พบได้บ่อยในวัยเด็กที่มักมีขี้ตาเฉอะแฉะได้ง่าย ที่เป็นเช่นนี้ อายุรเวทอธิบายว่าวัยเด็กนั้นเป็นวัยของธาตุดินธาตุน้ำหรือวัยเติบโต จึงทำให้มีปัญหาจากความชื้นส่วนเกินได้ง่าย
สรุปความแล้ว ดวงตาเป็นอวัยวะที่ทั้งสำคัญและละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้อายุรเวทจึงมีข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติเพื่อดูแลรักษาดวงตาให้อยู่ในสภาพดี
เริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุด คือการอมน้ำในปากให้เต็ม แล้วใช้มือวักน้ำสะอาดใส่ในตาโดยที่ปากยังอมน้ำไว้ อาจวักน้ำใส่ตาทีละข้าง หรือใช้มือทั้งสองข้างวักน้ำใส่ตาทั้งสองข้างพร้อมกันก็ได้ หลังจากวักน้ำล้างตาเสร็จสรรพดีแล้ว จึงค่อยบ้วนน้ำจากปากทิ้งไป
เหตุผลที่ให้อมน้ำให้เต็มปากก่อนวักน้ำล้างตานั้น ก็เพราะเวลาน้ำไปดันปากให้ป่องออกมา จะทำให้ผิวหนังที่ใบหน้าขยายตัว ทำให้ตาเบิ่งกว้างขึ้น ส่งผลให้น้ำชะล้างดวงตาได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น
วิธีใช้น้ำเปล่าล้างตาแบบง่ายๆ นี้ อาจเปรียบได้กับการที่เราชำระล้างคราบไคลออกจากร่างกายด้วยการอาบน้ำ และด้วยความที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือ หรือหยูกยาอะไร จึงสามารถทำเป็นประจำทุกวันได้
วิธีถัดมาอาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้น้ำยาล้างตาแบบอายุรเวท ที่นอกจากชำระล้างหน้าต่างของหัวใจให้ใสสะอาดแล้ว ยังแถมด้วยสรรพคุณบำรุงสายตาอีกด้วย น้ำยาล้างตานี้เตรียมจากผลไม้สามชนิด คือ สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม ซึ่งเรียกรวมกันว่า ‘ ตรีผลา’ โดยในทางอายุรเวทยกย่องว่า เป็นยาบำรุงสายตาที่ดีที่สุดขนานหนึ่งทีเดียว
วิธีเตรียมน้ำยาล้างตา ให้ใช้ผงตรีผลาครึ่งช้อนชาชงกับน้ำเดือด 1 แก้ว จากนั้นตั้งทิ้งไว้ให้เย็น และให้กากยาตกตะกอน ก่อนที่จะกรองเอาแต่น้ำยาใสๆ มาล้างตา เวลากรองควรใช้กระชอนหรือผ้ากรองชนิดละเอียด เพื่อไม่ให้มีผงยาปะปนมา ซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองตาได้
เวลาล้างตาให้แบ่งน้ำยาครึ่งหนึ่งใส่แก้ว ก้มหน้าลงและจรดปากแก้วครอบตาข้างหนึ่ง ยกแก้วขึ้นพร้อมกับแหงนหน้าไปด้านหลังเพื่อให้น้ำยาในแก้วมาหล่อเลี้ยงตา ค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 1 นาทีโดยกระพริบตาเป็นครั้งคราวไปด้วย เพื่อให้น้ำยาชำแรกเข้าไปชะล้างดวงตา จากนั้นคว่ำหน้าพร้อมกับลดแก้วลง เสร็จแล้วล้างตาอีกข้างด้วยน้ำยาที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง
ที่ผ่านมา ผมเคยแนะนำให้คนที่มีปัญหาระคายเคืองตาใช้วิธีล้างตาด้วยน้ำยาตรีผลา ปรากฏว่าช่วยลดปัญหาระคายเคืองตาได้ดี
การใช้โอสถล้างตาขนานแท้และดั้งเดิมนี้ นอกจากการล้างด้วยการใช้แก้วน้ำยาครอบตาแล้ว อาจใช้วิธีตะแคงหน้าไปข้างหนึ่ง แล้วค่อยๆ เทให้น้ำยาไหลรินผ่านดวงตาก็ได้ ข้อดีของวิธีหลังนี้คือ หากมีสิ่งสกปรกอยู่ในตาหรือกรณีที่ตาอักเสบ สิ่งสกปรกหรือเชื้อที่ทำให้ตาอักเสบจะถูกน้ำยาพัดพาออกไปด้วย
ตำรับยาตรีผลาที่ประกอบด้วยผลไม้สามชนิดที่ว่านี้ นอกจากใช้เป็นยาภายนอกสำหรับล้างตาแล้ว ยังใช้เป็นยากินได้ด้วย โดยผสมผงตรีผลา 1 ช้อนชากับน้ำผึ้งแท้ และเนยใสอย่างละครึ่งช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วรับประทานก่อนนอน (ดูวิธีทำเนยใสแบบง่ายๆ ในข้อความล้อมกรอบ)
ตรีผลาโดยตัวมันเองเป็นยาบำรุงสายตาอยู่แล้ว ส่วนน้ำผึ้งและเนยใสนอกจากมีสรรพคุณบำรุงสายตาเช่นเดียวกับตรีผลาแล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษ คือเป็นตัวนำพายา (พาหนะ) ไปยังพื้นที่เป้าหมายด้วย สูตรตรีผลาผสมน้ำผึ้งและเนยใส จึงเท่ากับเป็นการบำรุงสายตาแบบยกกำลังสามกันเลยเทียว แถมยังมั่นใจได้ว่า มียวดยานชั้นดีบรรทุกยาส่งตรงถึงที่หมาย
นอกจากการล้างตาด้วยน้ำเปล่าและการล้างตาด้วยยาต้มตรีผลาซึ่งตำรับหลังสามารถกินเป็นยาได้ด้วยแล้ว ยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลดวงตาของเราอีกหลายวิธี
ซึ่งขอยกไปต่อกันในฉบับหน้าครับ
|